THINKTANG (คิดต่างทำต่าง)


10. กีฬาในโรงเรียน..ทำไมต้องเป็นกีฬาสี กีฬาอย่างอื่นไม่ได้หรือ ?
22/06/2010, 1:40 am
Filed under: บทความ

..……..ขึ้นต้นก็เป็นคำถาม   ผมชอบถามตนเองว่า  “ทำไม” เพราะว่าเป็นการหาคำตอบที่มีเหตุผล  และจะถามต่อไปอีกว่า    “ ถ้าไม่ทำอย่างนี้..จะทำอย่างไร…ทำอย่างอื่นไม่ได้หรือ”

 …..โรงเรียนแทบจะทุกโรง ไม่ว่าจะเป็นประถม หรือมัธยม ถ้าจัดกีฬา จะตั้งชื่อว่ากีฬาสี  ครูกำหนดสีขึ้น  ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นสี ๆ   ครูกำหนดเวลานัดหมายพบปะของคณะสี    กำหนดกีฬา  กรีฑา  และกำหนด ฯลฯ    คณะกรรมการนักเรียนนำข้อกำหนด  ข้อคำสั่ง  ใบงาน  ใบกิจกรรม  หรือแล้วแต่จะเรียกจากครูไปดำเนินการต่อ    บางปีกรรมการนักเรียนจะมีส่วนร่วมในการคิดวางแผน  …แสดงให้เห็นว่าในการคิดวางแผนงานกิจกรรมที่นักเรียนทำ  ครูยังมีบทบาทอยู่มาก  …กรรมการนักเรียนควรจะมีบทบาทให้มากกว่าที่เป็นอยู่….เขาจะได้ทำงานเป็น   สอนงานให้เขา   ให้โอกาสเขาได้คิด ปรึกษาหารือกัน…ครูควรเป็นที่ปรึกษาให้มาก ๆ   …ต้องตระหนักเอาไว้ว่า  กิจกรรมนักเรียน  นักเรียนต้องสำคัญ…..

……….ผมยังต้องการให้มีกีฬาสี  และอยากจะให้กีฬาบางประเภทแยกออกจากกีฬาสีมาเป็นกีฬาที่เรียกว่า  “Open”  เช่นฟุตบอล   วอลเลย์บอล  ตะกร้อ   หรืออาจจะมีอื่น ๆ อีกเช่น ปิงปอง  เปตอง  และกีฬาพื้นบ้านอีกก็ได้  ถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวย

……….วิธีการจัดก็ไม่น่าจะยุ่งยาก  ขอยกตัวอย่างกีฬาตะกร้อ    (1) กำหนดถ้วยตะกร้อขึ้นมาใบหนึ่ง  และ  (2) ประกาศรับสมัครนักกีฬาตะกร้อ  เพื่อแข่งชิงถ้วย    …..ก็เพียงแค่นี้แหละ   ผมเชื่อแน่ว่านักเรียนต้องจัดทีมเอง    ตั้งชื่อทีมเอง   คิด  “ LOGO “ เอง  หาเวลานัดหมายซ้อมกันเอง   วางแผนการเล่นกันเอง  หาผู้สนับสนุนเรื่องอุปกรณ์  เสื้อทีมเอง   ฯลฯ    เขาได้โอกาสในการจัดการทีม  มากกว่ากีฬาสี  เพราะกีฬาสี ครูจะเป็นผู้จัดการด้านต่าง ๆ  มากกว่านักเรียนจะเป็นผู้จัดการตัวเอง  ….กีฬาสีเท่าที่จัดมา จะมีนักกีฬาอยู่  6 สี ๆ ละ  ทีม ถ้าแยก ม.ต้น  ปลาย   จะมีทั้งหมด  12 ทีม  เท่านั้น  …ถ้าจัดแบบ   “Open” ผมเชื่อแน่ว่าจะมีมากกว่า  12  ทีม  ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนได้เล่นกีฬาได้มากกว่ากีฬาสีแน่นอน  สนองหลักสูตร ที่ให้นักเรียน  คิดเป็น  ทำเป็น    สนองการบริหารแบบใหม่ ที่นักเรียนเป็นสำคัญ   สนองการกระจายอำนาจ    สนับสนุน  SBM  ได้มากกว่ากีฬาสี    พอถึงเวลาลงแข่ง ไม่ต้องประกาศตะโกนเรียกอยู่หลาย ๆ ครั้ง  เพราะเขาสมัครลงแข่งด้วยความเต็มใจ  เขาต้องการเล่นอยู่แล้ว  ไม่เหมือนกีฬาสี  นักเรียน ม.1 ที่มีความสามารถมากกว่า ม.3  ไม่ได้ลงเล่น  เพราะรุ่นพี่ขอเป็นตัวกีฬาสีไว้แล้ว   หรือรุ่นน้องเกรงใจรุ่นพี่ จึงไม่กล้าสมัคร   รุ่นพี่จึงต้องรับผิดชอบเองทั้ง ๆ ที่ฝีมือไม่ดีเท่าไร…จริงไหมครับ   รุ่นน้องอยากเล่นก็ไม่ได้เล่น   ต้องนั่งดู   นักเรียนสีหนึ่งมีประมาณ  300  คน  มีตัวนักกีฬาที่ได้ลงแข่ง  ไม่ถึง 10 คน ทั้ง ๆ ที่มีคนเล่นได้ร่วม  50 คน   ถ้าจัดแบบ  “Open”  คน 50 คน  อาจจะมีโอกาสลงเล่นก็ได้

……….กีฬาอื่น ๆ  ก็เช่นกัน  ท่านคงจะเคยเห็นนักเรียนช่าง แข่งฟุตบอล  กันเอง  ระหว่างช่างเป็นประจำ  เขาจัดการกันเองได้   เสื้อทีมเขายังจัดการหามาสวมใส่ได้   บางครั้งทีมนักกีฬาโรงเรียนยังไม่มีชุดทีมของโรงเรียนใส่เลย  …เราน่าจะชมเชยเด็กช่างนะครับ  ส่วนผมชื่นชมเขามาก  เขาสามารถตั้งทีมกันเองได้  แต่ผมอยากจะให้เขาต่อยอดอีกหน่อยก็คือ   ให้เขาตั้งเป็นสโมสร   เช่นสโมสรช่างเชื่อม  สโมสรช่างก่อสร้าง  สโมสรช่างอิเล็กทรอนิกส์  เป็นต้น  เมื่อรุ่นพี่จบไปก็ยังคงเป็นสมาชิกของสโมสรอยู่  อาจจะสนับสนุนรุ่นน้องในเรื่องสวัสดิการ  การฝึกซ้อม  การให้ความรู้เรื่องกีฬา  ก็ย่อมได้  …สายใยระหว่างรุ่นพี่  รุ่นน้อง  หรือศิษย์เก่า กับศิษย์ปัจจุบัน  ก็ยังมีอยู่อย่างเหนียวแน่นกว่าเดิม …..ผมก็คิดของผมอย่างนี้แหละ…ได้นำเสนอเรื่องนี้ไปแล้ว   จนมีอยู่ปีหนึ่งไม่มีคำว่ากีฬาสี   มีกีฬาสโมสร  ก็เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเท่านั้นเอง   แต่ทุกอย่างยังจัดการเหมือน ๆ เดิม  จะดีขึ้นก็คือนักเรียนจัดการกันเองมากขึ้น  สังเกตการทำงานของนักเรียนแต่ละสโมสร เขาวางแผนจัดการกันเองได้ดีกว่า   เพราะเขาได้ช่วยกันคิด  จึงช่วยกันทำงาน  …แต่น่าเสียดาย กีฬาสโมสรมีเพียง 2 ปีเท่านั้น   ก็กลับมาเป็นกีฬาสีเหมือนเดิม….ผมคิดว่ากีฬาสโมสรจะพัฒนาไปเป็นกีฬา แบบ  “Open”  แต่ก็เป็นเพียงแต่ความคิดเท่านั้นเอง  ….

……….อีกเรื่องหนึ่งของกีฬาในโรงเรียนก็คือ   นักเรียนที่อยู่ชุมนุมกีฬา ต่าง ๆ   เขาน่าจะสามารถทำหน้าที่กรรมการตัดสินได้   หรือเป็นผู้ช่วยกรรมการตัดสินได้   หลายครั้งกรรมการก็คือครูหมวดพลานามัย  และกรรมการที่รับเชิญมาจากโรงเรียนอื่น   ซึ่งบางเรื่องนักเรียนก็สามารถทำได้    …. นักเรียนสมัครใจเข้าชุมนุมกีฬาอยู่แล้ว  เขาชอบกีฬา…แน่นอนที่สุด  เขาต้องสามารถเป็นกรรมการตัดสินได้..ถ้าครูที่ปรึกษาชุมนุมตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า  ใครเข้าชุมนุมทางกีฬา  ต้องตัดสินกีฬาที่ตนเองชอบได้…. สำคัญอยู่ที่ว่าจะสอนเขาได้มากเพียงใด เท่านั้นเอง….

……….ผมก็คิดเอาเอง   ฝันเอาเองว่า  กีฬาที่จัดในโรงเรียนจะมีนักเรียนเป็นกรรมการตัดสิน  อาจจะไม่ทุกนัด  ก็อาจจะยกเว้นในกรณีนัดที่สำคัญ  นัดชิงชนะเลิศก็ได้……..มันไม่ใช่ฝันของผมแต่เพียงผู้เดียว   ครูหลายท่านก็คิด  ก็ฝันเช่นเดียวกับผมเหมือนกัน…..และโดยเฉพาะความฝันของหลักสูตร   หรือจุดหมายของหลักสูตรทุกหลักสูตรที่มีมา……………………เราจะทำได้ไหม  ?

ผู้เขียน  นายธีรพันธ์  ฝั้นเต็ม  55457   ตำแหน่ง ครู  วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ  ร.ร.แจ้ห่มวิทยา ลำปาง  ( โทร. 0895609995)


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: